โควิด-19 กับการดูแลจิตใจ

การดูแลจิตใจสำหรับบุคคลทั่วไป

การดูแลตนเองในภาวะที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นั้น นอกจากที่ต้องดูแลร่างกายให้แข็งแรง ปฏิบัติตามมาตรการการป้องกันตนเองอย่างเคร่งครัดแล้วนั้น การดูแลทางด้านจิตใจก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญเช่นกัน เพราะหากสุขภาพจิตไม่ดีย่อมส่งมีผลกระทบต่อสุขภาพกายและการดำเนินชีวิต ดังนั้นแนวทางในการดูแลจิตใจของตนเองในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มีดังนี

1. สติ ควรตั้งสติอยู่กับปัจจุบันให้ได้มากที่สุด เพื่อลดความรู้สึกวิตกกังวลจากสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น

2. สงบ เปิดรับข่าวสารอย่างเหมาะสมจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ และไม่ควรใช้เวลาในการรับสื่อที่มากจนเกินไป หากิจกรรมที่ช่วยให้ผ่อนคลาย ลดความเครียด เช่น การฝึกการหายใจ การดูหนัง ฟังเพลง เป็นต้น

3. ใส่ใจ ใส่ใจตนเอง ค้นหาศักยภาพของตนเองว่าสามารถเรียนรู้ หรือทำสิ่งต่างๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน หรืออยากทำแต่ยังไม่มีโอกาสได้ทำ

4. สร้างพลังใจ เชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองว่าสามารถจัดการปัญหา อุปสรรคที่เผชิญอยู่ได้ พูดกับตัวเองด้วยคำพูดเชิงบวก เช่น “ทุกอย่างจะผ่านพ้นไป” “ฉันต้องผ่านวิกฤตครั้งนี้ให้ได้” เป็นต้น  และปรับเปลี่ยนมุมมองออกจากเรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจ หาสิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดี เกิดพลังบวกในการดำเนินชีวิต

5. สัมพันธภาพ ถึงแม้ว่าต้องแยก รักษาระยะห่างจากบุคคลอื่น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะติดต่อกันไม่ได้ ดังนั้นควรรักษาสัมพันธภาพกับผู้อื่นไว้ ติดต่อกับคนรู้จัก เพื่อน เพื่อพูดคุย รับฟัง เป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน

การดูแลจิตใจสำหรับเด็ก

ช่วงที่เด็กๆ ต้องอยู่บ้าน เรียนออนไลน์อันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อาจทำให้เด็กรู้สึกเบื่อ ไม่มีความสุข หรือกลัว ดังนั้นการดูแลจิตใจของเด็กนั้นจึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็น โดยมีแนวทางในการปฏิบัติดังนี

1. ชวนคุย ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมของเด็กและชวนเด็กพูดคุย สอบถามเด็กว่าเค้าคิดหรือรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร ข้อมูลข่าวสารที่เค้าได้รับนั้นมีอะไรบ้าง หากเป็นข้อมูลที่เข้าใจผิดก็จะได้ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง โดยการสื่อสารกับเด็กๆ นั้นควรใช้ภาษาที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย อาจใช้รูปภาพหรือการ์ตูนเป็นสื่อประกอบ

2. ชวนดูแลป้องกันตัวเอง สอนเด็กให้รู้จักวิธีการป้องกันตัวเองที่ถูกต้อง เช่น วิธีการล้างมือ การสวมใส่หน้ากากอนามัย การไม่เอามือมาจับหน้า จับตา ขยี้หน้า ขยี้ตา หรือเอามือเข้าปาก เป็นต้น โดยพ่อ แม่ หรือผู้ดูแลควรปฏิบัติตัวเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่เด็กด้วย

3. ส่งเสริมกิจกรรม ควรสนับสนุนให้เด็กได้มีโอกาสทำกิจกรรมต่างๆ ที่เด็กสนใจ หรือให้เด็กช่วยเหลืองานบ้านตามศักยภาพของเด็ก อาจให้รางวัลเพื่อสร้างแรงจูงใจและให้เด็กรู้สึกสนุกกับการทำกิจกรรม นอกจากนี้ยังเป็นการฝึกความรับผิดชอบให้กับเด็กอีกทางหนึ่งด้วย

4. สร้างความรู้สึกปลอดภัย เด็กบางคนอาจกลัวว่า ถ้าพ่อแม่ติดเชื้อจะเสียชีวิต ดังนั้นการสร้างความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัยให้กับเด็กว่าพ่อกับแม่จะดูแลตัวเองเป็นอย่างดี และเค้าก็จะได้รับการดูแลเป็นอย่างดีเช่นกัน

ทั้งนี้ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตและจัดการอารมณ์ตนเองให้เหมาะสม เพราะเด็กๆ สามารถรับรู้อารมณ์ของผู้ใหญ่ได้ดี หากผู้ปกครองมีอารมณ์หงุดหงิดหรือโกรธควรตั้งสติและสงบอารมณ์ก่อนที่จะสนทนากับเด็ก หากไม่สามารถจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกของตนเองได้ ควรขอความช่วยเหลือ เช่น สายด่วนกรมสุขภาพจิต โทร. 1323 เป็นต้น

การดูแลจิตใจสำหรับผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 เพราะถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อและอาจเกิดผลกระทบที่รุนแรงได้ จึงมักพบว่าจะมีการแยกผู้สูงอายุออกจากลูกหลาน เช่น ให้ผู้สูงอายุอยู่แต่ในห้องของตนเอง พูดคุยผ่านทางโทรศัพท์หรือไลน์ ลูกหลานดูแลอยู่ห่างๆ ซึ่งพบว่ามักจะส่งผลต่อสุขภาพจิตของผู้สูงอายุได้ โดยปัญหาสุขภาพจิตที่พบบ่อย ได้แก่ วิตกกังวล เครียด และอาจมีภาวะซึมเศร้าร่วมด้วย ดังนั้นญาติหรือผู้ดูแลสามารถช่วยลดหรือจัดการความวิตกกังวลให้กับผู้สูงอายุได้ดังนี้

1. สังเกต สังเกตพฤติกรรมของผู้สูงอายุว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่ เช่น หงุดหงิด อารมณ์เสียง่าย ไม่มีสมาธิ รับประทานอาหารได้น้อยลง นอนไม่หลับ เป็นต้น

2. ใส่ใจ เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้ระบายความรู้สึกโดยมีท่าทีที่ใส่ใจในการรับฟัง ให้กำลังใจและชื่นชมเมื่อผู้สูงอายุปฏิบัติตัวตามคำแนะนำ

3. สื่อสาร ควรใช้คำพูดที่เข้าใจง่าย ชัดเจน ผู้สูงอายุบางท่านอาจมีปัญหาทางด้านการได้ยิน หรือการเข้าใจในข้อมูล ดังนั้นผู้สื่อสารจึงควรใจเย็น อดทน เพราะอาจต้องพูดเพื่อสื่อสารหลายครั้ง

4. ส่งเสริม พยายามกระตุ้นหรือชวนผู้สูงอายุให้ทำกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายความเครียด เช่น การเดินออกกำลังกายบริเวณบ้าน การร้องเพลง การสวดมนต์ หรือกิจกรรมที่ผู้สูงอายุชอบโดยหลีกเลี่ยงการออกไปนอกบ้านเพื่อลดความเสี่ยงในการได้รับเชื้อโควิด-19 แต่หากจำเป็นก็ต้องมีมาตรการป้องกันอย่างเคร่งครัด

หากพบว่าผู้สูงอายุมีความวิตกกังวล หรือเครียดมากกว่าปกติ หรือซึมเศร้า ควรขอรับการปรึกษาได้ที่สายด่วนสุขภาพจิต โทร. 1323 หรือโรงพยาบาลใกล้บ้าน

เรียบเรียงโดย อาจารย์ ดร. พิมพ์รัตน์ บุณยะภักดิ์ สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์  กลุ่มสาขาวิชาสุขภาพจิตและการพยาบาลจิตเวช มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

Training

Check up

Health Guide

Community Health Network

Read more

การดูแลผิวพรรณในฤดูร้อน

ในฤดูร้อน แสงแดดจัด ความร้อนและความชื้น อาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคผิวหนังได้หลายชนิด

โรคเชื้อราผิวหนัง ในบริเวณอับชื้น เช่นรอยพับ ขาหนีบ รักแร้ ก้น ทำให้เกิดการเจริญเติบโตมากขึ้นของเชื้อรา ควรทำหมั่นอาบน้ำทำความความสะอาดอับชื้น การรักษาภาวะติดเชื้อราที่ผิวหนังสามารถใช้ยาทา ถ้าเป็นมากต้องใช้รับประทานร่วมด้วย

รูขุมขนอักเสบ อากาศร้อนเหงื่ออกมาก เชื้อแบคทีเรียเติบโตได้ดีก่อเกิดการอักเสบของรูขุมขน ตามรอยพับแขน  ขาหนีบ ก้น ถ้าไม่รักษาในระยะแรก อาจเกิดเป็นฝีได้ ควรใส่เสื้อผ้าโปร่งๆ หลวมๆ สบายๆ

ผด เกิดจากการอุดตันของต่อมเหงื่อจากคราบไคลเซลล์ผิวหนัง เกิดเป็นเม็ดเล็กใส สีแดงมีอาการคันตามบริเวณใบหน้า ลำคอ ตัว ข้อพับแขนและขา ป้องกันโดยใส่เสื้อผ้าโปร่ง ระบายอากาศได้ดี

โรคลมพิษ รังสีอัลตราไวโอเลตในแดดจัดจะกระตุ้นให้ผิวหนังเป็นปื้น นูน แดง ควรเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดจัดเป็นเวลานานๆ ผิวไหม้จากแสงแดด ผิวหนังจะมีสีแดง แสบร้อน และลอก ควรเลี่ยงแสงแดดจัดควรป้องกันโดยทาครีมกันแดด ใส่หมวก กางร่ม

สิว อากาศร้อนทำให้เป็นสิวได้มากขึ้นสาเหตุจากเหงื่อแบคทีเรียและความมันบนใบหน้า เมื่อรวมตัวกันจึงเกิดหัวสิวอุดตันรูขุมขนผลที่ตามมาเกิดรอยแดงรอยดำ หลุมสิวได้อีก

ฝ้า เป็นปื้นสีดำ หรือน้ำตาลบริเวณ โหนกแก้ม หน้าผาก แสงแดดกระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสี สร้างเม็ดสี เพิ่มขึ้น ควรทาครีมกันแดด กางร่ม เลี่ยงการออกแดดในช่วงแดดจัด

โรคเท้าเหม็น เนื่องจากเหงื่อออกมากและมีการติดเชื้อแบคทีเรียของผิวหนัง ฝ่าเท้า เกิดเป็นผิวหนังลอกเป็นแผ่นบริเวณง่ามนิ้วเท้า มีกลิ่นเหม็น ควรดูแลรักษาความสะอาดเท้า ซักหรือตากรองเท้าให้หายอับชื้น

เอกสารอ้างอิง : Sewon Kan et al Fitzpatrick’S Dermatology 9th Edition, Volume1-2’, 2019


นพ.วิสุทธิ์ พัฒนาภรณ์
นพ.วิสุทธิ์ พัฒนาภรณ์

แพทย์ด้านเลเซอร์ความงามและผิวพรรณ

Training

Check up

Health Guide

Community Health Network

Read more

เตรียมฟิตหุ่น รับซัมเมอร์กับ 5 ท่าลดพุง

บางคนไม่ได้อ้วน มองดูแล้วหุ่นดีสมส่วน แต่กลับมีปัญหา ผอมลงพุง คือ รูปร่างภายนอกหุ่นดีทุกอย่าง แต่ดันมีพุงป่องออกมา โดยเฉพาะหน้าท้องส่วนล่าง ถ้าคุณอยากกำจัดเจ้าพุงน้อยๆ นี้ออกไป ต้องมาบริหารออกกำลังกาย “ลดหน้าท้อง” กันซะหน่อยแล้ว

1.Mountain climber

ท่านี้เน้นบริหารหน้าท้องส่วนล่างโดยเฉพาะ และยังได้บริหารต้นขาอีกด้วย โดยทำท่าเหมือนเรากำลังปีนเขา แต่เป็นการปีนเขาแนวราบกับพื้น

วิธีฝึก : เริ่มต้นในท่าเหมือนจะเริ่มวิดพื้น จากนั้นเกร็งหน้าท้อง พร้อมกับนำเข่าด้านขวาดึงเข้ามากลางลำตัว พยายามให้ลำตัวตรง สลับกับขาอีกข้างไป-มา หรืออีกวิธีคือ ขณะที่ดึงเข่าเข้ามา ให้เอาเข่าขวาเหวี่ยงไปด้านซ้าย และเอาเข่าซ้ายพยายามเหวี่ยงไปด้านขวา เพื่อเพิ่มการบิดตัวเพื่อให้ท้องด้านข้าง ทำ 10-15 ครั้งต่อเซต ทั้งหมด 3 เซต

2.Crunches

ส่วนท่านี้จะคล้ายๆ กับการซิตอัพ แต่ทำได้ง่ายกว่า และไม่ต้องกังวลเรื่องปวดหลัง เพราะเป็นการยกตัวช่วงบนขึ้นมาแค่นิดเดียว แต่ทำซ้ำๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งแรง และช่วย “ลดพุง” ได้ดี

วิธีฝึก : เริ่มด้วยการนอนหงายราบไปกับพื้น มือทั้งสองข้างประสานไว้ท้ายทอย วางไว้ใต้ศีรษะ จากนั้นชันเข่าขึ้น แล้วยกมือและศีรษะขึ้นพร้อมกัน เกร็งหน้าท้อง แล้วค่อยวางตัวลงนอนราบเหมือนเดิม ทำแบบนี้ 10 ครั้งต่อเซต ทั้งหมด 3 เซต

3.Twisting crunch

ท่าที่ใช้บริหารหน้าท้อง ไม่ว่าจะเป็นท้องส่วนบน หรือว่าส่วนล่าง หากดัดแปลงเล็กน้อย ก็สามารถบริหารกล้ามเอวได้เลย กล้ามเนื้อที่ได้หน้าท้องข้างลำตัว

วิธีฝึก : เริ่มด้วยการนอนหงายราบไปกับพื้น มือทั้งสองข้างประสานไว้ท้ายทอย วางไว้ใต้ศีรษะ จากนั้นชันเข่าขึ้น แล้วยกมือและศีรษะขึ้นพร้อมกัน บิดตัวด้านข้าง เกร็งหน้าท้อง แล้วค่อยวางตัวลงนอนราบเหมือนเดิม ทำแบบนี้ 10 ครั้งต่อเซต ทั้งหมด 3 เซต

4.Bicycle crunch

ท่านี้เน้นบริหารหน้าท้องส่วนล่างโดยเฉพาะ และยังได้บริหารต้นขาอีกด้วย โดยทำท่าเหมือนเรากำลังปีนเขา แต่เป็นการปีนเขาแนวราบกับพื้น

วิธีฝึก : เริ่มด้วยการนอนหงายราบไปกับพื้น มือทั้งสองข้างประสานไว้ท้ายทอย วางไว้ใต้ศีรษะ ส่วนขายกขึ้นและงอเข่าเป็นท่าเตรียม จากนั้นเหยียดขาให้ตรงทีละข้างแล้วดึงกลับมาพร้อมเกร็งหน้าท้อง สลับกับขาอีกข้างไป-มา ทำ 10-15 ครั้งต่อเซต ทั้งหมด 3 เซต

5.Plank

ส่วนท่านี้ช่วย “ลดพุง” ได้ดี และยังช่วยบริหารร่างกายได้ทุกส่วน โดยเฉพาะแกนกลางลำตัว ที่ให้ผลดีกับทุกส่วนของร่างกาย ช่วยเสริมความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อได้อีกด้วย

วิธีฝึก : เริ่มจากนอนคว่ำกับพื้น แขนแนบข้างลำตัว แล้วตั้งศอกขึ้นในแนวตั้งฉาก เหยียดเท้าให้ตรง แล้วยันร่างกายส่วนล่างขึ้นจากพื้น โดยหลังและเข่ายืดตรง ค้างท่าไว้อย่างน้อย 30 วินาที แล้วคลายท่า อาจจะเริ่มจาก 15 วินาที / 20 วินาที แล้วค่อยๆ ขยับเป็น 30 วินาที – 1 นาที

Source: Mahidol Channel, Mendetails.com,
Image : jeab.com


Tanuchporn Mitwongsa
Tanuchporn Mitwongsa

นักวิทยาศาสตร์การกีฬาประจำศูนย์บริการสุขภาพฯ มฟล.

Read more

สูตรน้ำ Infused water

Infused water หรือน้ำหมักผลไม้ เป็นที่นิยมในต่างประเทศ โดยเฉพาะในหมู่คนรักสุขภาพ โดยเฉพาะ
ตระกูลเบอร์รี่เมื่อนำมาทำ infused (infusion) สารละลายน้ำได้อย่างพวกให้สารสี เมื่อนำเอาไปตรวจสอบค่า ORAC แล้วพบว่าสูง (Oxygen Radical Absorbance Capacity คือค่าความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระของอาหารจากห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์) จึงเป็นที่มาว่า Infused water มีส่วนช่วยต้านสารอนุมูลอิสระ (Antioxidant)

นอกเหนือจากนี้ Infused water ยังให้ผลในเรื่องการ Detox หรือระบายอ่อนๆ เมื่อดื่มตอนเช้าหลังจากตื่นนอนจะช่วยให้สดชื่น และได้รับวิตามินและเกลือแร่จากผักและผลไม้ชนิดนั้นๆ

น้ำที่ใช้สำหรับทำ Infused Water

1. น้ำแร่

2. น้ำสะอาด

3. น้ำแข็ง

วิธีการทำ

1. ล้างผัก ผลไม้ให้สะอาด (ให้ล้างด้วยน้ำไหล โดยแช่ในน้ำนาน 15 นาที จากนั้นเปิดน้ำไหลผ่านและคลี่ใบผักถูไปมานาน 2 นาที หรือแช่ในน้ำผสมน้ำส้มสายชู 5 เปอร์เซ็นต์ ในอัตราส่วนน้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 4 ลิตร แช่นาน 15 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาด หรือใช้โซเดียมไบคาร์บอเนต (เบคกิ้งโซดา) ครึ่งช้อนโต๊ะผสมน้ำ 10 ลิตร แช่ทิ้งไว้ 15 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาด)

2. หั่นผักหรือผลไม้ใส่โถแก้วที่มีฝาผิด

3. เติมน้ำแร่หรือน้ำสะอาด หรือเพิ่มน้ำแข็ง ก่อนดื่ม

4. ปิดฝา แล้วน้ำไปแช่เย็นข้ามคืน จะได้น้ำหมักเข้มข้น

5. วิธีรับประทาน เติมน้ำแร่ น้ำสะอาด หรือน้ำแข็งเพิ่ม

ประโยชน์ของ Infused Water

การดื่ม Infused Water มีประโยชน์ต่อสุขภาพเช่นเดียวกับการดื่มน้ำ โดยมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันประโยชน์ด้านต่าง ๆ ดังนี้

1. ลดน้ำหนัก การดื่ม Infused Water ช่วยลดน้ำหนักได้เช่นเดียวกับการดื่มน้ำ เนื่องจากการดื่มน้ำจะช่วยกระตุ้นกระบวนการเมตาบอลิซึมซึ่งทำให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรี่ได้มากขึ้น จากการวิจัยพบว่า การดื่มน้ำปริมาณครึ่งลิตรจะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญอาหารให้เร็วขึ้นถึง 30 เปอร์เซ็นต์ในเวลา 1 ชั่วโมง โดยผู้ที่เผชิญภาวะน้ำหนักเกินที่ดื่มน้ำครึ่งลิตรก่อนรับประทานอาหาร อาจมีน้ำหนักตัวลดลงมากกว่าผู้ที่ไม่ได้ดื่มน้ำถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาจเกิดจากกระบวนการเมตาบอลิซึม หรือความอยากอาหารที่ลดลงหลังการดื่มน้ำ

2. ปรับอารมณ์และเพิ่มพลังงาน ภาวะขาดน้ำอาจส่งผลกระทบต่ออารมณ์ ระดับพลังงานและความเข้มข้นของของเหลวในร่างกาย จากงานวิจัยพบว่า ภาวะขาดน้ำอาจทำให้อารมณ์แปรปรวน ระดับความเข้มข้นของของเหลวในร่างกายลดลง และอาจทำให้รู้สึกปวดศีรษะได้ ดังนั้น ผู้ที่มีภาวะขาดน้ำหรือดื่มน้ำไม่เพียงพอ ควรดื่มน้ำให้มากขึ้นในปริมาณที่เหมาะสม

3. กระตุ้นระบบย่อยอาหาร ร่างกายต้องการน้ำเพื่อช่วยในการทำงานของระบบต่าง ๆ รวมทั้งระบบย่อยอาหารด้วย โดยภาวะขาดน้ำเรื้อรังอาจเป็นสาเหตุของอาการท้องผูกได้ ซึ่งทำให้ผู้ที่ท้องผูกรู้สึกตัวบวมและเฉื่อยชา การดื่มน้ำมากขึ้นจึงช่วยให้ขับถ่ายง่ายขึ้น และป้องกันปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ในระบบย่อยอาหารที่อาจเกิดจากภาวะขาดน้ำได้

4. เสริมภูมิคุ้มกัน การรับประทานผัก ผลไม้ หรือการดื่มน้ำผลไม้เป็นประจำจะช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันร่างกายได้ แต่ปริมาณวิตามินและเกลือแร่ที่ได้รับจากการดื่ม Infused Water นั้นมีน้อยมากเมื่อเทียบกับการรับประทานอาหารจำพวกผักผลไม้โดยตรง ดังนั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพ ควรรับประทานผักผลไม้ให้หลากหลายและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวันด้วย

คุณค่าสารอาหารจาก Infused Water

คุณค่าสารอาหารที่ได้จากการดื่ม Infused Water โดยแท้จริงแล้วช่วยให้เราได้ดื่มน้ำระหว่างวันมากขึ้น ได้รับ Antioxidant และวิตามินที่ละลายน้ำได้บางส่วน

วิตามินกลุ่มที่ละลายได้ในน้ำ ได้แก่ วิตามินซี และวิตามินบีรวม วิตามินบีรวมยังแบ่งย่อยออกเป็นอีกหลายชนิด เช่น วิตามินบีหนึ่ง

วิตามินบีสอง วิตามินหก วิตามินสิบสอง ไนอะซิน กรดโฟลิก กรดแพนโททินิก และไบโอติน เป็นต้น ร่างกายไม่สามารถสะสม

วิตามินกลุ่มนี้ได้ เพราะมีสมบัติละลายได้ดีในน้ำ ดังนั้นร่างกายจำเป็นต้องได้รับวิตามินกลุ่มนี้อย่างเพียงพอจากอาหารทุกวัน

และต้องคำนึงไว้เสมอว่าวิตามินที่ละลายในน้ำบางชนิดสูญเสียในระหว่างการปรุงอาหาร ซึ่งจะทำให้ร่างกายได้รับวิตามินลดน้อยลง

หากร่างกายได้รับมากเกินไป ส่วนที่มากเกินพอจะถูกขับออกทางปัสสาวะ วิตามินบีรวมส่วนใหญ่จะทำหน้าที่เป็นตัวช่วยในการทำงานของเอนไซม์ เรียกว่า “โคเอนโซม์” ซึ่งเกี่ยวข้องในเมตาบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน และกรดนิวคลีอิก ดังนั้นวิตามินบีรวมจึงมีความสำคัญและจำเป็นต่อร่างกายเป็นอย่างยิ่ง

สูตรที่นำเสนอ

1. เลม่อน ตะไคร้ หรือสูตรสดชื่น ก่อนทานแนะนำให้ดมกลิ่น จะได้กลิ่นของเลม่อนและตะไคร้ (ช่วยในการเจริญอาหาร บรรเทาอาการหวัด อาการไอ ช่วยรักษาอาการไข้ และเป็นยาแก้ขับลม , เลม่อน วิตามินซีในเลม่อนอาจช่วยลดระดับของน้ำตาลกลูโคสในเลือด ช่วยในการย่อยอาหาร โพแทสเซียมในเลม่อนช่วยต่อสู้กับปัญหาที่เกี่ยวกับหัวใจ)

2. Mixed Berries ให้ ORAC สูง มีส่วนช่วยต้านสารอนุมูลอิสระ (Antioxidant) บำรุงสายตา


Last Post
Read more

วิธีเก็บอุจจาระเพื่อการตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ

วิธีเก็บอุจจาระเพื่อการตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ

คำแนะนำ ก่อนการเก็บตัวอย่างอุจจาระ

ในกรณีท้องเสีย ถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำ หรืออาการท้องผูก
ไม่ควรเก็บในเวลาดังกล่าว ควรเก็บตัวอย่างอุจจาระเมื่อมีอาการปกติแล้ว
หลีกเลี่ยงการเก็บอุจจาระขณะกำลังมีรอบเดือนหรือขณะกำลังเป็นริดสีดวงทวาร

**เก็บอุจจาระปริมาณเพียงเล็กน้อย(เท่ากับขนาดปลายช้อนเก็บอุจจาระ)

กรณีที่เป็นชักโครก

1.วางกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ชักโครก (ดังภาพ)

*ระวังไม่ให้กระดาษโดนน้ำ

2.วางกระดาษทิชชู่ขาวซ้อนบนกระดาษหนังสือพิมพ์อีกชั้น

3.ถ่ายอุจจาระลงบนกระดาษทิชชู่

*โดยระวังไม่ให้อุจจาระสัมผัสกับน้ำหรือปัสสาวะ

กรณีที่เป็นส้วมซึม

ถ่ายอุจจาระลงบนส่วนที่แห้งของส้วม (ดังภาพ) หรือวางกระดาษหนังสือพิมพ์และซ้อนกระดาษทิชชู่อีกครั้งก่อน แล้วจึงถ่ายลงบนกระดาษทิชชู่

Read more