MFU Wellness Vaccine Center

ศูนย์วัคซีน

MFU Wellness Vaccine Center

ให้บริการฉีดวัคซีน

ณ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (ในมอ)

ศูนย์บริการสุขภาพแบบครบวงจรแห่งภาคเหนือและอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ได้เปิดศูนย์บริการสำหรับฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนทั่วไป มากว่า 12 ชนิด เช่น วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก – คอตีบ, ไอกรน, วัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส, วัคซีนป้องกันโรคหัด – คางทูม – หัดเยอรมัน, วัคซีนป้อนกันโรคมะเร็งปากมดลูก HPV, วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่, วัคซีนป้องกันไข้โรคเลือดออก, วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด, วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ A, วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ B, วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ และวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
โทรศัพท์ 0 5391 7536 ศูนย์วัคซีน งานเภสัชกรรม

รายละเอียดคำแนะนำการให้วัคซีน ป้องกันโรค

รายละเอียดคำแนะนำการให้วัคซีนป้องกันโรคต่างๆ ตามเลขอ้างอิง สำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ โดย สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย ปี พ.ศ.2561

วัคซีนหลายชนิดสามารถให้พร้อมกันในวันเดียวได้แต่ต้องฉีดในตำแหน่งที่ต่างกันและไม่นําวัคซีนมาผสมกัน โดยทั่วไปผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัดแต่ไม่มีไข้สามารถฉีดวัคซีนได้แต่ผู้ที่มีไข้สูงควรเลื่อนการฉีดวัคซีน ไปก่อนถ้าไม่มีความรีบด่วนที่จําเป็นต้องได้รับวัคซีนทันที่สำหรับวัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (live-atenuated vaccine) ไม่ควรให้แก่ สตรีตั้งครรภ์ ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรงหรือผู้ที่ กําลังได้รับยากดภูมิคุ้มกันอยู่ กรณีผู้ที่เพิ่งได้รับเลือดหรือผลิตภัณฑ์ของเลือดไม่เกิน 6 เดือน เกร็ดเลือดและพลาสม่าไม่เกิน 7 เดือน อิมมูโนโกลบูลินไม่เกิน 11 เดือน การได้รับวัคซีนชนิดเชื้อเป็น อ่อนฤทธิ์สามารถให้ได้แต่ประสิทธิภาพในการป้องกันโรคอาจไม่ดี) ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการรักษา ครบแล้วและอยู่ในช่วงการติดตามการรักษาโดยไม่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันแล้วอย่างน้อย 3-6 เดือน สามารถฉีดวัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ได้เหมือนคนปกติ วัดซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์สามารถให้พร้อม กันหลายชนิดในวันเดียวได้แต่ถ้าไม่สามารถให้พร้อมกันควรเว้นช่วงการให้วัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ ห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน 4) การให้วัคซีนเชื้อตาย (inactivated vaccines) แก่ผู้ป่วยที่มีภาวะ ภูมิคุ้มกันบกพร่องสามารถให้ได้แต่การสร้างภูมิคุ้มกันหรือประสิทธิผลของวัคซีนนั้นอาจได้ผลไม่ดีซึ่ง ขึ้นกับภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องของแต่ละคน ดังนั้นควรแนะนำให้ผู้ป่วยรับวัคซีนก่อนที่ผู้ป่วยจะมีภาระ ภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรงเกิดขึ้น (pre- immunosuppressive immunization) เช่น การฉีดวัคซีนก่อน การตัดม้าม) และการฉีดวัคซีนบางชนิดในผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจจำเป็นต้องประเมินการสร้างภูมิคุ้มกันภายหลังการได้รับวัคซีนครบชุด เช่น การตรวจหา antibody)

IMG_2177-01

บาดทะยัก และคอตีบ

Tetanus, Diphtheria

การให้วัคซีนตามแผนเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแห่งชาติ (national immunization program) ทําให้อัตราการเกิดโรคบาดทะยักและโรคคอตีบในเด็กขวบปีแรกลดลงมาก อย่างไรก็ตามยังพบโรคดังกล่าวได้ใน ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุในประเทศไทยคล้ายกับประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศไทยมีรายงานการระบาด ของโรคคอตีบในต่างจังหวัดเป็นครั้งคราว การศึกษาภาวะภูมิคุ้มกันโรคบาดทะยักในผู้ใหญ่และ ผู้สูงอายุที่อาศัยในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดพบว่าร้อยละ 88-98 ของประชากรในกลุ่มอายุ ต่างๆมีระดับของภูมิคุ้มกันโรคบาดทะยักเพียงพอในการป้องกันการเกิดโรค พบว่าภูมิคุ้มกันโรค บาดทะยักมีแนวโน้มลดลงในช่วงอายุ 15-30 ปี (ซึ่งอาจเนื่องจากไม่ได้รับการฉีดเข็มกระตุ้นในช่วง วัยรุ่น)แต่จากการศึกษากลับพบว่าภูมิคุ้มกันโรคบาดทะยักมีระดับสูงขึ้นในวัยผู้ใหญ่ซึ่งอาจเนื่องจาก การได้รับการฉีดวัคซีน tetanus toxoids (IT) ในช่วงอายุผู้ใหญ่ เช่น ภายหลังมีบาดแผลหรือถูกสัตว์ กัด11-19 การศึกษาภาวะภูมิคุ้มกันโรคคอตีบในประชากรไทยในทุกช่วงอายุที่อาศัยในกรุงเทพมหานคร และในต่างจังหวัด พบว่าแม้ประชากรมากกว่าร้อยละ 85 มีภูมิคุ้มกันที่เพียงพอต่อการป้องกันโรค คอตีบ (มี full protection โดยมี anti-diphtheria toxin antibody 20.1 เU/ml) แต่พบว่าผู้ใหญ่ที่มีอายุ ในช่วง 20-50 ปีบางคนมี susceptibility ต่อการติดเชื้อโรคคอตีบ (มี anti-diphtheria toxin antibody <0.01 เU/ml/14) ดังนั้นการป้องกันการระบาดของโรคคอตีบควรส่งเสริมให้ประชากรทุกอายุมี ภูมิคุ้มกันที่เพียงพอต่อการป้องกันโรคคอตีบ โดยการส่งเสริมการให้วัคซีน (tetanus diphtheria toxoid :Td) แก่เด็กโต วัยรุ่น และผู้ใหญ่ โดยการสนับสนุนให้มีการฉีดวัคซีน Td ทุก 10 ปี ตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น และแนะนําให้ฉีดวัคซีน Td แทนการใช้ TT ในเวชปฏิบัติทั่วไปทุกกรณี เช่น การนํา Td มาใช้ในผู้ป่วยที่ มีบาดแผลและการฉีดป้องกันบาดทะยักในสตรีตั้งครรภ์ พบว่าการใช้ Td อีดแทน TT ไม่ได้ทําให้มี ผลข้างเคียงจากการรับวัคซีนเพิ่มขึ้นและไม่มีผลกระทบต่อการสร้างภูมิคุ้มกันโรคบาดทะยัก

ไอกรน

Pertussis

อัตราการเกิดโรคไอกรนพบสูงขึ้นโดยเฉพาะในเด็กโตและวัยรุ่นในประเทศตะวันตกที่มีอัตราการให้วัคซีนป้องกันโรคไอกรนในวัยเด็กอย่างดีซึ่งอาจเป็นผลของการลดลงของภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการฉีด วัคซีนป้องกันโรคไอกรนตั้งแต่ในวัยเด็ก21-25) ดังนั้นการให้วัคซีนป้องกันโรคไอกรนในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ (acellular pertussis vaccine) เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อโรคเพียงพอเพื่อลดอุบัติการณ์ของ โรคไอกรนในผู้ใหญ่และส่งผลในการลดการแพร่เชื้อจากผู้ใหญ่สู่เด็กเล็กซึ่งเด็กเล็กมีอัตราป่วยตายสูง เมื่อป่วยเป็นโรค ดังนั้นอาจพิจารณาให้วัคซีนรวม บาดทะยัก โรคคอตีบ และไอกรน (diphtheria-tetanus-acellular pertussis vaccine: Tdap) เป็นการให้วัคซีนเข็มกระตุ้นโรคไอกรน ด้วย Tdap ในวัยรุ่น 1 ครั้งแทนการฉีดวัคซีน Td ในช่วงวัยรุ่นหรือในวาระที่ต้องฉีดวัคซีน Td เช่น กรณี มีบาดแผล ทั้งนี้หลายประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกาแนะนําให้ฉีด Taap ในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ แทน Td 1 ครั้งในช่วงชีวิตด้วย

พบว่าวัคซีนป้องกันโรคไอกรนสามารถป้องกันโรคในทารกแรกเกิดได้ดีที่สุดในกรณีที่มารดา ได้รับการฉีดวัคซีน Tdap ในขณะตั้งครรภ์ ดังนั้นจึงแนะนําให้ฉีด Tdap แทน Td แก่สตรีตั้งครรภ์ใน ไตรมาสที่ 3 (ช่วงอายุครรภ์ 27-36 สัปดาห์ 39 และให้ฉีดวัคซีน Tdap ในการตั้งครรภ์ครั้งถัดไป โดยไม่ต้องคํานึงว่าเคยได้รับ Td หรือ Tdap ครั้งสุดท้ายเมื่อใด หากไม่ได้ฉีดวัคซีน Tdap ขณะตั้งครรภ์แนะนําให้ฉีด Tdap ทันทีหลังคลอด เพราะจะต้องดูแลใกล้ชิดกับทารกเพื่อป้องกันการติด เชื้อไอกรนในทารก และเนื่องจากสาเหตุหลักของการติดเชื้อไอกรนรุนแรงในทารกมาจาก มารดาและสมาชิกในบ้านที่ป่วยเป็นโรคไอกรน ดังนั้นแนะนําให้ฉีด Tdap ให้ผู้ใหญ่ทุกคนในบ้านใน กรณีที่มีทารกอายุน้อยกว่า 1 ปีในบ้าน (cocooning strategy) โดยไม่ต้องสนใจว่าผู้ใหญ่ได้ฉีดวัคซีน Td ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

อีสุกอีใส

Varicella

อีสุกอีใสเป็นโรคที่สามารถทําให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงเช่น ปอดบวม จนถึงเสียชีวิตได้ ไม่เฉพาะแต่ในกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้ป่วยตั้งครรภ์ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เท่านั้น แต่ยังสามารถเกิด ภาวะแทรกซ้อนในผู้ใหญ่ที่สุขภาพปกติ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสแก่เด็กที่อายุมากกว่า 13 ปี และผู้ใหญ่โดยให้วัคซีน 2 เข็มห่างกัน 4 สัปดาห์ พบว่าทําให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อโรคได้ อย่างไรก็ ตามพบการติดเชื้อภายหลังได้รับวัคซีน (breakthrough infection) ประมาณร้อยละ 14 ของผู้ที่รับ วัคซีนต่อปีและอัตราการติดเชื้อไม่ได้เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาหลังจากที่ได้รับวัคซีน พบว่าผู้ป่วยที่เคยได้ วัคซีนเมื่อมีการติดเชื้ออีสุกอีใสจะมีอาการไม่รุนแรงและระยะเวลาที่ป่วยจะสั้นกว่ากลุ่มที่ติดเชื้อโดยไม่ เคยได้รับวัคซีนมาก่อน 47 ควรพิจารณาให้วัคซีนแก่ผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคอีสุกอีใส (negative Anti-VZN IgG) ที่มีโอกาสสัมผัสโรคและกระจายเชื้อได้มากเช่น บุคลากรทางการแพทย์ ครูหรือผู้ที่เลี้ยง เด็กจํานวนมาก หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่ยังไม่ต้องการตั้งครรภ์ อาจพิจารณาให้วัคซีนแก่ผู้ที่อยู่บ้าน เดียวกับผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ไม่ควรให้วัคซีนแก่ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง หรือผู้ที่กําลังได้รับยากดภูมิคุ้มกันอยู่ ผู้ใหญ่ที่ให้ประวัติว่าเคยเป็นโรคมาก่อนพบว่ามักเคยเป็นโรค จริงเนื่องจากลักษณะของโรคอีสุกอีใสชัดเจนและมักมีภูมิต้านทานแล้วจึงไม่มีความจําเป็นต้อง ตรวจหาภูมิคุ้มกันหรือได้รับวัคซีน แต่ในกรณีที่ไม่ทราบหรือไม่มีประวัติเคยเป็นโรคมาก่อนควรตรวจ ภูมิคุ้มกันโรคอีสุกอีใสก่อนฉีดวัคซีน เนื่องจากวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีมากจึงไม่มีความ จําเป็นต้องตรวจหาภูมิคุ้มกันภายหลังได้รับวัคซีน

 

หัด - คางทูม - หัดเยอรมัน

Measles, Mumps, Rubella (MMR)

อุบัติการณ์ของโรคหัดมีจํานวนลดลงอย่างต่อเนื่องในเด็กเล็กภายหลังมีการใช้วัคซีนในเด็กอย่างแพร่หลายในประเทศไทย สําหรับอุบัติการณ์ของโรคหัดเยอรมันและคางทูมก็มีแนวโน้มลดลงเช่นกัน แม้ว่าภูมิต้านทานที่เกิดจากการฉีดวัคซีนหัดจะอยู่นานแต่ปัจจุบันพบว่ามีรายงานผู้ใหญ่ป่วยเป็นโรค หัดบ่อยขึ้นและพบได้ในผู้ใหญ่ที่เคยมีประวัติฉีดวัคซีนมาก่อนในวัยเด็ก สําหรับวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ที่ ไม่มีภูมิต้านทานต่อโรคหัด ได้แก่ ไม่เคยฉีดวัคซีน และไม่เคยเป็นโรคหัดมาในอดีตหรือตรวจไม่พบภูมิ ต้านทานต่อโรคหัดควรได้รับวัคซีนหัดโดยแนะนําให้ฉีดวัคซีนหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (measlesmumps-rubella vaccine: MMR) 1 เข็ม และฉีดเข็มกระตุ้นอีก 1 เข็มห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 4 สัปดาห์ ในกรณีผู้ที่เรียนระดับอุดมศึกษาสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคหัด หรือในขณะนั้นกําลังมีโรคหัด ระบาด รวมทั้งนักเรียนที่เดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ บุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันโรค หัดควรได้รับการฉีดวัคซีนโดยแนะนําให้ฉีดวัคซีนหัด-คางทูม หัดเยอรมัน (MMR) 1 เข็ม และฉีดเข็ม กระตุ้นอีก 1 เข็มห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 4 สัปดาห์เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้ระดับภูมิคุ้มกันที่สูงเพียงพอ ในการป้องกันโรค รายงานผู้ป่วยโรคหัดในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2559-2560 พบว่าผู้ป่วยร้อย ละ 10 มีอายุมากกว่า 30 ปี และมีเพียงร้อยละ 1 เท่านั้นที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ดังนั้น ผู้ที่อายุน้อยกว่า 40 ปี จึงอาจมีความจําเป็นต้องฉีดวัคซีนชนิดนี้ โดยทั่วไปไม่มีความจําเป็นต้องตรวจภูมิคุ้มกันหลังการฉีดวัคซีนหัด-คางทูม หัดเยอรมันครบ


มะเร็งปากมดลูก

Human Papillomavirus (HPV)

 วัดซีนป้องกันเอชพีวีที่ใช้ในประเทศไทยมี 2 ชนิด ได้แก่ วัดซีนเอชพีวีชนิด 4 สายพันธุ์ (quadrivalent) ได้แก่ สายพันธุ์ 6,11,16 และ18 ในแอดจูแวน คือ amorphous aluminium hydroxyphosphate Sulfate ป้องกันทั้งมะเร็งปากมดลูก (ที่เกิดจากเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 16 และ18) และหูดบริเวณอวัยวะ เพศ (ที่เกิดจากเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 6 และ11) ฉีดเข้ากล้าม 1 เข็มเดือนที่ 0, 2, 6 และวัคซีนเอชพีวี ชนิด 2 สายพันธุ์ (bivalent) คือสายพันธุ์ 16 และ 18 ในแอดจูแวนชนิดใหม่ คือ AS04 (ประกอบด้วย aluminium hydroxide และ 3-deacylated monophosphoryl lipid A) ป้องกันมะเร็งปากมดลูก (ที่เกิดจากเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 16 และ18) ฉีดเข้ากล้าม 1 เข็ม เดือนที่ 0, 1, 6 วัคซีนป้องกันเอชพีวีทั้ง 2 ชนิด มีข้อมูลการศึกษาติดตามภายหลังการฉีดวัคซีนจนถึง 5-9 ปี พบว่าเมื่อฉีดวัคซีนให้ผู้ที่ไม่เคยมี การติดเชื้อเอชพีวีมาก่อน วัคซีนทั้งสองชนิดมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีที่เกิด จากสายพันธุ์ที่บรรจุในวัคซีน และป้องกันการคงอยู่ของเชื้อ (persistent infection) ภายหลังที่มีการติด เชื้อเอชพีวีได้ประมาณร้อยละ 90-96 นอกจากนี้พบว่าวัคซีนสามารถป้องกันการติดเชื้อเอชพีวี ข้ามสายพันธุ์(สายพันธุ์ 31, 33, 45, 52 และ 58) จากที่บรรจุในวัคซีนได้ระดับหนึ่งด้วยจากการติดตาม เป็นเวลา 7 ปี วัคซีนทั้ง 2 ชนิดแม้ว่าป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีได้แต่ไม่สามารถขจัดการติดเชื้อที่มี อยู่และเป็น persistent infection หรือรักษาโรคที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อแล้วได้ ผลการศึกษาระยะที่ 3 พบว่า วัคซีนสามารถป้องกันรอยโรคก่อนเป็นมะเร็งปากมดลูก (precancerous lesions ได้แก่ CIN2, CIN3 และ adenocarcinoma in situ) ซึ่งเกิดจากเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 16 และ/หรือ 18 ได้มากกว่าร้อย ละ 98 นอกจากนี้วัคซีนทั้ง 2 ชนิดยังพบว่าสามารถป้องกันรอยโรคก่อนเป็นมะเร็งปากมดลูกที่เกิด จากเชื้อสายพันธุ์สายพันธุ์ 31,33,45,52 และ 58 ที่ไม่ได้เป็นส่วนประกอบของวัคซีนได้ในระดับหนึ่ง ส่งผลให้ครอบคลุมเชื้อที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกได้มากยิ่งขึ้น ปัจจุบันในประเทศสหรัฐอเมริกา มีวัคซีนป้องกันเอชพีวีแบบ 9 สายพันธุ์ (9-valent human papilomavirus vaccine) ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งในเพศชายและหญิงแต่ยังไม่มีจําหน่ายในประเทศไทยโดย วัคซีนป้องกันเอชพีวีแบบ 9 สายพันธุ์ ประกอบด้วยสายพันธุ์ 6,11,16 และ18 และสายพันธุ์ที่เพิ่มคือ 31, 33, 45, 52, and 58 เพื่อครอบคลุม เชื้อก่อโรคได้เพิ่มขึ้นและพบว่าสามารถป้องกันป้องกันรอยโรค CIN 2 จากสายพันธุ์ที่เพิ่มคือ สายพันธุ์ 31, 33, 45, 52, และ 58 ได้ร้อยละ 96

แนะนําให้วัคซีนป้องกันเอชพีวีแก่เด็กวัยรุ่นหญิงและผู้หญิงอายุ 9-26 ปี  กลยุทธการให้ วัคซีนป้องกันไวรัสชนิดนี้ควรมุ่งไปที่เด็กก่อนวัยรุ่นหรือวัยรุ่นตอนต้นในช่วงอายุ 11-15 ปี เพราะพบว่า เป็นอายุที่เหมาะสมและได้ประโยชน์สูงสุดเนื่องจากเป็นอายุก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกจึงยังไม่มี การติดเชื้อเอชพีวี และพบว่ามีตอบสนองต่อวัคซีนด้วยระดับภูมิคุ้มกันสูงกว่า 2 เท่าเมื่อเปรียบเทียบ กับการฉีดในช่วงอายุ 16-26 ปี ในเด็กหญิงอายุ 9-14 ปีอาจพิจารณาฉีดวัคซีนเอชพีวีเพียง 2 เข็มช่วง เดือนที่ 0 และ 6 เนื่องจากมีข้อมูลการศึกษาเบื้องต้นเปรียบเทียบการฉีดวัคซีนเอชพีวีทั้งชนิด 2 สายพันธุ์ และชนิด 4 สายพันธุ์ ในแบบ 2 เข็ม ที่เดือนที่ 0 และ 6 เทียบกับแบบมาตรฐาน 3 เข็มฉีด ในเดือนที่ 0, 1 หรือ 2 และ 6 พบว่า การฉีดวัคซีนป้องกันเอชพีวีทั้งแบบ 2 หรือ 3 เข็ม สามารถกระตุ้น ภูมิคุ้มกันได้สูงโดยมีระดับภูมิคุ้มกันไม่แตกต่างกันเมื่อติดตามไป 5 ปี อย่างไรก็ตามแนะนําให้ติดตาม ข้อมูลการศึกษาระยะยาวด้านประสิทธิภาพในการป้องกันโรคด้วย ไม่แนะนําให้ฉีดวัคซีน เอชพีวีในสตรีตั้งครรภ์ ถ้าตั้งครรภ์ในช่วงที่ยังฉีดวัคซีนไม่ครบแนะนําให้ฉีดเข็มที่เหลือจนครบ 3 เข็ม ในช่วงหลังคลอด สตรีที่ให้นมบุตรสามารถฉีดวัคซีนเอชพีวีได้ ปัจจุบันยังไม่แนะนําให้ฉีดวัคซีนเข็ม กระตุ้น การฉีดวัคซีนเอชพีวีไม่พบว่ามีอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง อาการที่พบบ่อยภายหลังฉีดวัคซีน คือ ปวด บวม แดงบริเวณที่ฉีด ถึงแม้ว่าจะฉีดวัคซีนในช่วงวัยรุ่นแล้วก็ควรให้คําแนะนําเรื่องการมี เพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย (Safe sex) ด้วย เช่น การไม่มีเพศสัมพันธ์แบบสําส่อน การใช้ถุงยาง อนามัยเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ฯลฯ หลังฉีดวัคซีนแล้วยังต้องมารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก อย่างสม่ําเสมอเพราะเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 16 และ 18 เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกประมาณร้อยละ 70 เท่านั้น การฉีดวัคซีนไม่สามารถทดแทนการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกได้และไม่สามารถใช้รักษาผู้ป่วยที่มีผล Pap smear ที่ผิดปกติได้

อาจพิจารณาฉีดวัคซีนเอชพีวีทั้งชนิด 2 สายพันธุ์ (bivalent) และ 4 สายพันธุ์ (quadrivalent) แก่ผู้ชายที่มีอายุ 19-26 ปี โดยเฉพาะกลุ่มชายรักร่วมเพศเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีบริเวณทวาร หนักและการเป็นมะเร็งของทวารหนัก (anal cancer) เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงมากต่อการติดเชื้อเอชพี วีแล้วเป็นรอยโรคและมะเร็งบริเวณทวารหนักและอวัยวะเพศ และอาจพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกัน เอชพีวีแก่สตรีที่อายุมากกว่า 26 ปีโดยใช้ได้ทั้งแบบ วัคซีนเอชพีวีชนิด 4 สายพันธุ์ (quadrivalent) และวัคซีนเอชพีวีชนิด 2 สายพันธุ์ (bivalent) เพราะพบว่ายังได้ประโยชน์ (สตรีที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว หรือเคยติดเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 16 หรือ 18 มาก่อนยังได้ประโยชน์จากการฉีดวัคซีนเอชพีวีในการ ป้องกันสายพันธุ์ที่ไม่เคยมีการติดเชื้อมาก่อน) มีการศึกษาความคุ้มทุนในประเทศไทยแล้วพบว่าการฉีด วัคซีนป้องกันเอชพีวีในเด็กหญิงมีความคุ้มค่า แนะนําให้ฉีดวัคซีนจํานวน 3 เข็ม ในผู้ชายและ ผู้หญิงที่มีภาวะ immunocompromised เช่น ติดเชื้อ HIV และผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ เพราะมี ความเสี่ยงสูงที่การติดเชื้อเอชพีวีจะคงอยู่นานและก่อโรค

 

ไข้หวัดใหญ่

Influenza

วัคซีนที่ใช้ในประเทศไทยเพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ประจําปี (seasonal influenza) เป็นชนิด inactivated influenza vaccine ซึ่งมี 2 ชนิด คือ วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ชนิด 3 สายพันธุ์ ประกอบด้วย influenza A(H1N1), influenza A(H3N2) และ influenza B โดยมีขนาด 15 ไมโครกรัม ต่อ 1 สายพันธุ์ใน 1 หลอด และวัคซีน inactivated influenza vaccine ชนิด 4 สายพันธุ์ประกอบด้วย influenza A(H1N1), influenza A(H3N2) และ influenza B 2 สายพันธุ์ซึ่งพบว่าผลของการกระตุ้น ภูมิคุ้มกันโรคและผลข้างเคียงไม่แตกต่างจากการฉีดวัคซีนชนิดแบบ 3 สายพันธุ์แต่ครอบคลุมการติด เชื้อ influenza B virus ได้มากขึ้น การฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ต้องเปลี่ยน แปลงไปตามชนิดของไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่คาดว่าจะระบาดในปีนั้น (seasonal influenza) และใน ประเทศไทยพบการระบาดของโรคได้ทั้งปีแต่พบได้มากขึ้นในช่วงฤดูฝนและช่วงเดือนมกราคมถึงเดือน กุมภาพันธ์ ดังนั้นจึงต้องฉีดวัคซีนทุกปีแม้จะเป็นสายพันธุ์เดิมของวัคซีนที่เคยฉีดก่อนหน้านี้ วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ที่ใช้ไม่สามารถป้องกันไข้หวัดนก (avian influenza) หรือ ไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ (เช่น สายพันธุ์ H7N9 ฯลฯ) ได้ การให้วัคซีน inactivate influenza vaccine แนะนําให้ ฉีดเข้ากล้ามบริเวณต้นแขนและต้องฉีดวัคซีน 1 เข็มทุกปี ไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่เพาะแยกได้ในประเทศ ไทยคล้ายกับสายพันธุ์ของซีกโลกใต้มากกว่าทางซีกโลกเหนือ แต่ถือว่าสามารถใช้วัคซีนป้องกันโรค ไข้หวัดใหญ่ทั้งของซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้ฉีดป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทยได้ วัคซีน ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ไม่ควรให้แก่ผู้ที่มีประวัติแพ้ไข่รุนแรงหรือผู้ที่มีประวัติเป็น Guilain-Barre syndrome มาก่อน สามารถให้วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ร่วมกับวัคซีนอื่นๆได้ในเวลาเดียวกัน เช่น วัคซีนป้องกันการติดเชื้อนิวโมคอคคัส (pneumococcal vaccine), วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด (Zoster vaccine) โดยการฉีดวัคซีนคนละข้างของต้นแขน 

กลุ่มประชากรผู้ใหญ่ที่มีข้อบ่งชี้ในการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่อาจเกิดโรคแทรกซ้อน หรือมีอาการไข้หวัดใหญ่รุนแรง ได้แก่ บุคคลที่อายุ 65 ปี ขึ้นไป สตรีตั้งครรภ์ที่มี อายุครรภ์ในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 (เพราะมีอัตราตายสูงเมื่อมีการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่) บุคคลที่เป็น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) รวมทั้งโรคหอบหืด โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไตวายเรื้อรัง โรคเลือด thalassemia หรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องรวมทั้งผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน และบุคคลที่ สามารถแพร่โรคไข้หวัดใหญ่ไปสู่กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์ และ ห้องปฏิบัติการ บุคคลที่พักอยู่ในบ้านเดียวกับประชากรที่มีความเสี่ยงสูง (cocooning strategy) และ ควรพิจารณาฉีดวัคซีนให้ในประชาชนทั่วๆไปที่มีความประสงค์จะป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ แม้จะไม่มี ปัจจัยเสี่ยง พบว่าการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ช่วยลดการติดเชื้อ ลดความรุนแรงของโรคและป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่


ไวรัสตับอักเสบ A

Hebatitis A

การให้วัคซีนในการป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเอควรเน้นไปที่วัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น ผู้ป่วยโรคตับ เรื้อรัง เพราะบุคคลดังกล่าวเมื่อได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบเอแล้วมีโอกาสเกิดโรคและมีอาการรุนแรงเช่น ภาวะเหลือง ปัจจุบันยังคงพบการระบาดของโรคไวรัสตับอักเสบเอเกิดขึ้นโดยที่ส่วนมากของผู้ป่วยที่ติด เชื้อไม่ทราบแหล่งที่มาของโรค การให้วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเอในผู้ใหญ่มีแนวโน้มเพิ่ม มากขึ้น โดยเฉพาะในบุคคลที่มีปัจจัยเสี่ยงเช่น ผู้ที่มีสัมพันธ์ระหว่างชายกับชาย ผู้ติดยาเสพติด และ ผู้ที่ทํางานในห้องปฏิบัติการเกี่ยวกับไวรัสตับอักเสบเอ นอกจากนั้นยังแนะนําให้วัคซีนแก่นักเดินทางที่ เดินทางไปประเทศที่มีอุบัติการณ์ของโรคนี้สูง และผู้ที่ทําอาชีพประกอบอาหารเพราะมีโอกาสแพร่เชื้อ ให้ผู้อื่นได้สูง วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ ควรฉีดที่กล้ามเนื้อต้นแขน โดยฉีด 2 ครั้ง ห่างกัน 6-12 เดือน นอกจากนี้ยังมีวัคซีนผสมระหว่างตับอักเสบเอและบีแต่ต้องฉีดทั้งหมด 3 ครั้ง (0,1และ 6 เดือน) โดยทั่วไปไม่ต้องตรวจเลือดหา anti HAV IgG หลังการฉีดวัคซีนครบตามกําหนด

 

ไวรัสตับอักเสบ B

Hebatitis B

การฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมักแนะนําในผู้ที่อยู่ในกลุ่มที่เสี่ยงต่อการติดโรคได้ง่าย ได้แก่ ผู้ติดยาเสพติด รักร่วมเพศ ผู้ป่วยโรคไตที่ทําการฟอกไต ผู้ป่วยที่ได้รับเลือดบ่อยเช่น hemophilia, thalassemia บุคคลในครอบครัวที่ตรวจพบไวรัสตับอักเสบบี แพทย์หรือทันตแพทย์ หรือบุคคลที่ ทํางานสัมผัสกับเลือด  บุคคลกลุ่มดังกล่าวจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีสูง การฉีด วัคซีนประกอบด้วยการฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อต้นแขน 3 ครั้งที่ 0, 1 และ 6 เดือน ในเด็กโตและผู้ใหญ่ ควรฉีดที่กล้ามเนื้อต้นแขน โดยทั่วไปการตรวจเลือด anti HBs หลังการฉีดวัคซีนครบตามกําหนด 1 เดือนไม่มีความจําเป็น จะตรวจเลือด anti HBs หลังการฉีดวัคซีนครบเมื่อผู้นั้นมีความเสี่ยงสูงที่จะ ติดโรค เช่น บุคลากรทางการแพทย์ หรือต้องการทราบว่าเป็นผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อวัคซีน (non-responder) ในกรณีบุคคลที่เกิดภายหลังปี พ.ศ.2535 มีความประสงค์จะฉีดวัคซีนโดยที่ไม่แน่ใจ หรือไม่ทราบประวัติการรับวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีที่ชัดเจน ให้ฉีดวัคซีน 1 เข็มแล้ว ตรวจ anti HBs ภายหลังการฉีดวัคซีน 2-4 สัปดาห์ หากพบว่าระดับภูมิคุ้มกันสูงกว่า 10 U/ml แสดงว่าร่างกายมีภูมิคุ้มกันอยู่แล้ว ไม่จําเป็นต้องฉีดวัคซีนอีก

ไข้เลือดออก

Dengue

วัคซีนป้องกันการติดเชื้อเองที่ปัจจุบันมีชนิดเดียวคือ chirmeric yellow fever virus – dengue virus tetravalent dengue vaccine (CYD-TDV) เป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (live attenuated vaccine) สามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสเดงกี้ได้ทั้ง 4 ซีโรทัยพ์ จากการศึกษาทางคลินิกระยะที่ 3 ใน อาสาสมัครที่อายุ 9-16 ปีพบว่าวัคซีนสามารถป้องกันการติดเชื้อเดงกี่ที่มีอาการ (symptomatic virologically confirmed dengue) ได้ร้อยละ 65.6 และสามารถลดการนอนโรงพยาบาล (hospitalization) เนื่องจากการติดเชื้อเองที่ได้ถึงร้อยละ 80.8 และสามารถป้องกันไข้เลือดออกรุนแรง (severe dengue)ได้ร้อยละ 92.9 และพบว่าผู้ที่นอนโรงพยาบาลจากโรคไข้เลือดออกไม่ว่าจะ ได้รับวัคซีนหรือได้รับยาหลอกมีความรุนแรงของโรคไม่แตกต่างกัน พบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพในการ ป้องกันโรคในผู้ที่เคยมีการติดเชื้อมาก่อน (seropositive) ที่จะได้รับวัคซีนได้ดีกว่าในผู้ที่ไม่เคยมีการติด เชื้อมาก่อน (seronegative) และจากการศึกษาต่อมาพบว่าอาสาสมัครที่ไม่เคยมีการติดเชื้อมาก่อน (seronegative) เมื่อฉีดวัคซีนแล้วจะมีความเสี่ยงต่อการนอนโรงพยาบาลจากไข้เลือดออกมากขึ้นเมื่อ เทียบกับการฉีดยาหลอก ดังนั้นวัคซีนป้องกันการติดเชื้อเองที่จึงแนะนําให้ฉีดในประชากรช่วงอายุ 9-45 ปีที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการติดเชื้อเองที่เป็นโรคประจําถิ่น (dengue endemic area) และ ประชากรในช่วงอายุดังกล่าวมีการติดเชื้อมาแล้ว (seropositive) มากกว่าร้อยละ 70 เช่น ประชากรที่ อาศัยอยู่ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ อเมริกากลางและอเมริกาใต้ จากการศึกษาพบว่าผู้ใหญ่มีการตอบสนองต่อวัคซีนในการสร้างภูมิคุ้มกันดีกว่าในเด็กเนื่องจากผู้ใหญ่ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการติดเชื้อเองที่เป็นโรคประจําถิ่นมักเคยติดเชื้อไวรัสเดงกีมาก่อน (seropositive) ดังนั้นประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อไวรัสเดงกี่ในผู้ใหญ่จึงน่าจะได้ผลใกล้เคียงหรือสูงกว่าที่ รายงานในเด็ก วัคซีนป้องกันการติดเชื้อเดงกี่ (CYD-TDV) ฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนัง 1 เข็มเดือนที่ 0, 6 และ 12 และเนื่องจากเป็นวัคซีนนี้เป็นชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์จึงห้ามใช้ในสตรีตั้งครรภ์ สตรี ให้นมบุตร ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง เช่น รับประทานยากดภูมิคุ้มกัน ติดเชื้อเอชไอวี แนะนําให้คุมกําเนิดในสตรีที่ได้รับวัคซีนเป็นเวลา 1 เดือนภายหลังฉีดวัคซีน และเนื่องจากพบว่าผู้ที่ไม่ เคยติดเชื้อไข้เลือดออกมาก่อน (seronegative) เมื่อได้รับวัคซีนนี้แล้วอาจจะมีความเสี่ยงต่อการนอน โรงพยาบาลจากโรคไข้เลือดออกเพิ่มขึ้น ดังนั้นการตัดสินใจให้วัคซีนแก่ผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อน (seronegative) หรือไม่ทราบว่าเคยติดเชื้อไข้เลือดออกมาก่อนหรือไม่ แพทย์ควรให้คําแนะนําถึง ประโยชน์และความเสี่ยงของการฉีดวัคซีนอย่างชัดเจนแก่ประชากรก่อนตัดสินใจเสมอ อาการไม่ พึงประสงค์ที่พบภายหลังการฉีดวัคซีนที่พบบ่อยที่สุด คือ เจ็บบริเวณที่ฉีดวัคซีน บางรายอาจมีอาการ ปวดศีรษะ เป็นไข้ รู้สึกไม่สบาย สามารถฉีดวัคซีนนี้ร่วมกับวัคซีนอื่นๆได้อย่างปลอดภัย เช่น วัคซีนป้องกันหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักและโรคคอตีบ (Td) หรือวัคซีนรวม บาดทะยัก โรคคอตีบและไอกรน (Tdap)


งูสวัด

Zoster

พบอุบัติการณ์มากขึ้นตามอายุโดยเฉพาะเมื่ออายุมากกว่า 50 ปี ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย ได้แก่ ภาวะpost-herpetic neuralgia (PHN) พบได้ประมาณร้อยละ 10 – 15 และพบอุบัติการณ์ การเกิดภาวะ PNH บ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้นในผู้สูงอายุ 53 วัคซีนป้องกันโรคงูสวัดที่จําหน่ายในประเทศ ไทยมีเพียงชนิดเดียวซึ่งทําจากเชื้อที่มีชีวิตสายพันธุ์ Oka นํามาทําให้อ่อนฤทธิ์ (live attenuated vaccine) แนะนําให้ฉีดวัคซีนโดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังจํานวน 1 เข็มครั้งเดียว พบว่าวัคซีนสามารถลด ความเสี่ยงในการเกิดโรคงูสวัดได้ร้อยละ 51.3 ในช่วง 3 ปีภายหลังได้รับวัคซีนและจะได้ประโยชน์ สูงสุดในผู้รับการฉีดวัคซีนที่มีช่วงอายุ 60 – 69 ปี และแม้ว่าผู้ที่รับวัคซีนจะมีงูสวัดเกิดขึ้นก็พบว่า สามารถป้องกันการเกิดภาวะ PHN ได้ร้อยละ 66.5 เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนที่เป็นงูสวัด

อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพในการป้องกันโรคงูสวัดของวัคซีนจะค่อยๆลดลงเมื่อให้วัคซีนในผู้ที่ อายุมากกว่า 69 ปี และพบว่าประสิทธิภาพในการป้องกันโรคงูสวัดของวัคซีนลดลงเหลือเพียงร้อยละ 31 ภายหลังได้รับวัคซีนมานานกว่า 8 ปี และการป้องกันการเกิดภาวะ PHN ก็ลดลงเช่นกัน ดังนั้น ในอนาคตอาจมีความจําเป็นต้องให้ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นภายหลังการฉีดวัคซีนเข็มแรก  วัคซีน ป้องกันโรคงูสวัดสามารถให้ในผู้สูงอายุได้โดยไม่ต้องคํานึงว่าเคยเป็นงูสวัดหรืออีสุกอีใสมาก่อนหรือไม่สามารถฉีดวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดร่วมกับวัคซีนอื่นๆที่ให้แก่ผู้สูงอายุได้ในเวลาเดียวกัน เช่น วัคซีนป้องกันการติดเชื้อนิวโมคอคคัส วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ โดยฉีดวัคซีนคนละข้างของต้นแขน


นิวโมคอคคัส/ปอดอักเสบ

Pneumococcal Infections

ข้อบ่งชี้ของการใช้ 23-valent pneumococcal polysaccharide vaccine (PPV-23) คือ บุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหรือเมื่อเกิดการติดเชื้อนิวโมคอคคัส (Streptococcus pneumoniae) อาจมี ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง17-19 ได้แก่ บุคคลที่มีอายุมากกว่า 65 ปี (พบว่าวัคซีน PPV-23 สามารถ ป้องกันการติดเชื้อ invasive pneumococcal infections โดยเฉพาะpneumococcal bacteremia ได้ ในผู้สูงอายุแต่พบว่าไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อ non-bacteremic pneumococcal pneumonia หรือการติดเชื้อนิวโมคอคคัส ที่เป็น non-vaccine serotypes ได้), บุคคลที่มีอายุ 2 ปี – 65 ปีที่มีภาวะ ไม่มีม้ามหรือม้ามทํางานบกพร่อง (anatomic or functional asplenia), ผู้ที่มีโรคประจําตัวเรื้อรัง ได้แก่ โรคเบาหวานที่มีการควบคุมระดับน้ําตาลในเลือดไม่ดี โรคหัวใจวาย cardiomyopathy, โรคปอด อุดกั้นเรื้อรัง (COPD), โรคตับแข็ง โรคไตวายเรื้อรัง ผู้ป่วยที่มีการรั่วของน้ำไขสันหลัง ผู้ป่วยโรคหอบหืด ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจํา บุคคลที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง (severe immunosuppressive State: ข้อ17) และ ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะหรือไขกระดูก (พบว่าการตอบสนองของการสร้าง ภูมิคุ้มกันอาจไม่ได้ผลดีในกลุ่มประชากรที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง) พิจารณาให้ฉีดวัคซีนชนิด โพลีแซคคาไรด์ (PPV-23) ช้ำอีก 1 ครั้ง (re-vaccination) หลังจากการฉีด PPV-23 เข็มแรก 5 ปี ในกรณีผู้ป่วยที่ไม่มีม้าม หรือพิจารณาฉีดวัคซีน PPV-23 ซ้ำในผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีที่เคยได้รับวัคซีน PPV-23 เข็มแรกก่อนอายุ 65 ปี อย่างไรก็ตามไม่มีข้อมูลการศึกษาถึงประสิทธิภาพของการป้องกัน โรคและระยะเวลาในการป้องกันโรคจากการฉีดวัคซีน PPV-23 ซ้ำ ปัจจุบันยังไม่แนะนําให้ฉีดวัคซีน ชนิด PPV-23 มากกว่า 2 ครั้ง พบว่าอาการข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนที่พบได้บ่อยเป็นอาการ ข้างเคียงเฉพาะที่ตรงตําแหน่งที่ฉีดวัคซีน (ร้อยละ 30-50) เช่น อาการบวม แดง เจ็บในตําแหน่งที่ฉีด หรือมีไข้ และพบว่าอาการข้างเคียงพบได้บ่อยขึ้นในการฉีดวัคซีนชนิด PPV-23 ซ้ำ แนะนําให้ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นโดยใช้วัคซีนชนิดคอนจูเกต (13-valent pneumococcal conjugate vaccine:PCV-13) ภายหลังการได้รับวัคซีนชนิดโพลีแซคคาไรด์ (PPV-23) แก่ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องเพื่อให้มี การสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อก่อโรคนิวโมคอคคัสสูงมากขึ้นแต่ต้องฉีดวัคซีนชนิดคอนจูเกต (PCV-13)

ภายหลังจากการได้รับวัคซีนชนิดโพลีแซคคาไรด์ (PPV-23) ไม่น้อยกว่า 1 ปี ข้อบ่งชี้ของการใช้วัคซีนชนิดคอนจูเกต (13-valent pneumococcal conjugate vaccine: PCV-13) ในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุคือ บุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค pneumococcal pneumonia หรือ invasive pneumococcal infections หรือผู้ที่อาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหากมีการติดเชื้อ นิวโมคอคคัส ควรเลือกใช้วัคซีนชนิดคอนจูเกต (PCV-13) ในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ของการฉีด วัคซีนป้องกันการติดเชื้อนิวโมคอคคัสโดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจําตัวเรื้อรังหรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกัน บกพร่องทุกอายุ ปัจจุบันแนะนําให้ฉีดเข้ากล้าม 1 เข็มและยังไม่มีคําแนะนําให้ฉีดเข็มกระตุ้นซ้ําโดยใช้ วัคซีนชนิดคอนจูเกต (PCV-13) ในคนทั่วไป ยกเว้นมีการฉีดวัคซีนชนิดคอนจูเกต (PCV-13) ซ้ําใน ผู้ป่วยที่ปลูกถ่ายไขกระดูก ปลูกถ่ายอวัยวะ และผู้ป่วยเอดส์ที่มีค่า CD 4 + ต่ํามาก การแนะนําให้ฉีด วัคซีนเข็มกระตุ้นด้วยวัคซีนชนิดโพลีแซคคาไรด์ (PPV-23) ภายหลังการได้รับวัคซีนชนิดคอนจูเกต (PCV-13) แก่ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องเพื่อให้สามารถครอบคลุมการติดเชื้อนิวโมคอคคัสก่อ โรคจากสายพันธุ์อื่นได้มากขึ้น โดยวัคซีนชนิดโพลีแซคคาไรด์ (PPV-23) ต้องฉีดภายหลังจากการได้รับวัคซีนชนิดคอนจูเกต (PCV-13) ไม่น้อยกว่า 2 เดือน

 

 

ข้อมูลจาก

สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย ปี พ.ศ.2561
“คำแนะนำการให้วัคซีนป้องกันโรคสำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ Recommended Adult and Elderly Immunization Schedule”
https://www.idthai.org/Contents/Views/?d=qwzJ!17!4!!390!fb86LuPe