Categories
ข่าวสาร

มาตรการป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 (COVID-19)

มาตรการป้องกันควบคุมเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) 

คำแนะนำการป้องกันควบคุมเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019
(COVID-19) สำหรับสถานศึกษา และสถานที่ทำงาน

ตามที่ ปรากฏเป็นข่าวเรื่องการระบาดโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธ์ุใหม่ 2019 ในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งองค์กรอนามัยโลก จัดประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะฉุกเฉิน (Emergency Committee) ในวันที่ 30 มกราคม 2563 และประกาศว่าเป็นการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็น “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ” (Public Health Emergency of International Concern; PHEIC) หลังจากเชื้อไวรัส ดังกล่าวแพร่ระบาดไปยังประเทศต่างๆทั่วโลกอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันหรือลดการแพร่ระบาดข้ามพรมแดน อันจะส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข แต่ไม่ได้หมายถึงให้ทั่วโลกใช้มาตรการจำกัดการค้าต่อจีน หรือจำกัดการเดินทางไปยังประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) คืออะไร

COVID-19 เป็นกลุ่มของเชื้อไวรัสที่สามารถก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจในคน ซึ่งไวรัสที่อยู่ในกลุ่มมีหลายสายพันธุ์ ส่วนใหญ่ทำให้เกิดอาการไม่รุนแรง คือ เป็นไข้หวัดธรรมดา ในขณะที่บางสายพันธุ์อาจก่อให้เกิดอาการรุนแรงเป็นปอดอักเสบได้ เช่น โรคติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (เมอร์ส) หรือโรคซาร์ (SARS) ซึ่งเคยมีการระบาดในอดีตที่ผ่านมา COVID-19 คือ ไวรัสกลุ่มโคโรนาที่พึ่งมีการค้นพบใหม่ (ไม่เคยมีการพบเชื้อนี้ในคนมาก่อน) โดยพบครั้งแรกที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย สาธารณรัฐประชาชนจีน ในช่วงปลายปี 2019

จังหวัดเชียงราย ได้ตะหนักถึงความปลอดภัยด้านสุขภาพอนามัยของประชาชน จึงขอให้ทุกภาคส่วนปฏิบัติตามคำแนะนำการป้องกันควบคุมเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) จากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข  


คำแนะนำการป้องกันควบคุมเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) สำหรับสถานศึกษา สถานการณ์การระบาดในวงกว้าง ระยะเริ่มต้น

กรณีที่มีนักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ ที่เดินทางกลับมาจากพื้นที่ที่มีการระบาด
1.แจ้งครู/อาจารย์ เพื่อให้ทราบข้อมูลประวัติการเดินทางและประวัติเสี่ยง ซึ่งสามารถตรวจสอบสถานการณ์และพื้นที่การระบาดได้ที่เว็บไซต์กรมควบคุมโรค
2.สถานศึกษาแจ้งให้หน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ทราบ เพื่อติดตามอาการ
3.ให้พิจารณาหยุดเรียน 1 – 2 สัปดาห์ นับจากวันที่เดินทางออกจากพื้นที่ที่มีการระบาด โดยในระหว่างที่พักอยู่บ้าน ควรงดการออกไปในที่ชุมชนสาธารณะ งดการใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว ช้อน ส้อม
4.หลังเดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาด ภายใน 14 วัน และมีอาการไข้ร่วมกับไอ จาม มีน้ำมูก เจ็บคอ หอบเหนื่อย ให้ใส่หน้ากากอนามัย ควรรีบไปพบแพทย์และแจ้งประวัติการเดินทาง

คำแนะนำเมื่อยังไม่มีการระบาด

1.ให้ความรู้หรือจัดหาสื่อประชาสัมพันธ์ใว้ในสถานศึกษา เช่น โปสเตอร์ สอนอบรมการล้างมืออย่างถูกวิธีและสวมหน้ากากอนามัย เป็นต้น
2.กำหนดให้เจ้าหน้าที่หรือครูอนามัย เพื่อประสานงานกับเจ้าหน้าสาธารณสุขในพื้นที่ และให้บริการในห้องพยาบาล พร้อมทั้งจัดทำบันทึกข้อมูลการป่วยของนักเรียน/นักศึกษา
3.หากพบว่ามีนักเรียน/นักศึกษาป่วยหรือขาดเรียนจำนวนมากผิดปกติ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นรับผิดชอบ เพื่อสอบสวนหาสาเหตุ
4.ส่งเสริมให้นักเรียน/นักศึกษามีของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น เช่น แก้วน้ำ อุปกรณ์รับประทานอาหาร ผ้าเช็ดหน้า อื่นๆ
5.จัดให้มีอุปกรณ์สำหรับการล้างมือ หรือจัดเตรียมแอลกอฮอล์เจลอย่างเพียงพอ เช่น ในห้องเรียนในโรงอาหาร ในโรงยิม เป็นต้น
6.จัดเตรียมห้องพยาบาลสำหรับแยกนักเรียนที่มีอาการออกจากนักเรียนที่มีอาการป่วยอื่นๆ

คำแนะนำเมื่อมีการระบาด

1.จัดให้มีการคัดกรองอาการไข้ ไอ น้ำมูก บริเวณทางเข้าสถานศึกษาทุกเช้า เพื่อแยกผู้ป่วยที่มีอาการไปยังสถานที่จัดเตรียมไว้
2.ทำความเข้าใจกับผู้ปกครองนักเรียน/นักศึกษาในเรื่องการดูแลผู้ป่วยขณะป่วยที่บ้าน และที่สถานศึกษา
3.การพิจารณาปิดสถานศึกษา หากพบผู้ป่วยจำนวนมาก เช่น หลายห้องเรียน หลายชั้นเรียน กรณีเป็นโรงเรียนประจำหรือหอพัก ให้นักเรียน/นักศึกษาอยู่แต่บริเวณหอพัก หากเป็นโรงเรียนไปกลับ ให้เน้นย้ำการอยู่กับบ้าน ไม่ออกไปในที่ชุมชน
4.ควรมีการทำความสะอาดพื้นที่ที่นักเรียน/นักศึกษาใช้ร่วมกัน เช่น ห้องคอมพิวเตอร์ ห้องดนตรี ลิฟต์ อุปกรณ์กีฬา ของเด็กเล่น ด้วยน้ำ หรือเช็ดด้วย 70% แอลกอฮอล์ สามารถทำลายเชื้อไวรัสได้ อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง
5.จัดให้มีอุปกรณ์สำหรับการล้างมือ หรือจัดเตรียมแอลกอฮอล์เจลอย่างเพียงพอ เช่น ภายในห้องเรียน ในโรงอาหาร ในโรงยิม เป็นต้น
6.จัดเตรียมห้องพยาบาลสำหรับแยกนักเรียน/นักศึกษาที่มีอาการออกจากนักเรียน/นักศึกษาที่มีอาการป่วยอื่นๆ
7.จัดระบบสื่อสาร ทำความเข้าใจ การดำเนินงาน ควบคุมการระบาดกับผู้ปกครอง
8.กรณีสถานศึกษาที่มีรถรับ-ส่ง ให้ดำเนินการทำความสะอาดยานพาหนะบริเวณที่สัมพัสกับผู้โดยสาร เช่น ราวจับ กลอนประตู เบาะนั่ง ที่เท้าแขน ด้วยน้ำผสมผงซักฟอกหรือน้ำยาทำความสะอาด และ 70% แอลกอฮอล์ สามารถทำลายเชื้อไวรัสได้


คำแนะนำการป้องกันควบคุมเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) สำหรับสถานประกอบการ สถานที่ทำงาน

คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ

1.ผู้ประกอบการควรให้ความรู้ คำแนะนำ หรือจัดหาสื่อประชาสัมพันธ์การป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคกับพนักงานในหน่วยงาน เช่น โปสเตอร์กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ การล้างมือที่ถูกวิธี และการสวมหน้ากากอนามัย เป็นต้น
2.จัดหาสบู่เจลล้างมือแอลกอฮอล์ หรือจัดสถานที่สำหรับล้างมือและหน้ากากอนามัย ภายในอาคารสถานที่ทำงาน เช่น ประตูทางเข้าห้องทำงาน สุขา เป็นต้น เพื่อให้บริการพนักงาน
3.ควรมีห้องพยาบาลให้การดูแลรักษาเบื้องต้นแก่ผู้ป่วยเพื่อแยกผู้ป่วยออกจากสถานที่ทำงานที่มีคนรวมกันเป็นจำนวนมาก รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการส่งกลับไปรักษาตัวที่บ้านหรือโรงพยาบาล
4.เพิ่มความตระหนักให้กับพนักงาน และพนักงานทำความสะอาดถึงความเสี่ยงในการปนเปื้อนเชื้อโรคโดยให้ความสำคัญในการป้องกันตนเอง เช่น การสามหน้ากากอนามัยและถุงมือขณะปฏิบัติงานและดูแลทำความสะอาดสิ่งของที่ใช้บ่อยๆ เช่น โต๊ะทำงาน คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในการทำงาน รวมถึงอุปกรณ์ทำความสะอาดอื่นๆ
5.รณรงค์ให้พนักงานป้องกันตนเองโดยการล้างมือก่อนเข้างานและทุกครั้งที่สัมผัสอุปกรณ์สิ่งของเครื่องใช้ที่มีผู้สัมผัสจำนวนมาก
6.จัดให้มีการทำความสะอาดอุปกรณ์ และบริเวณที่มีผู้สัมผัสเป็นจำนวนมากอย่างสม่ำเสมอ เช่น โต๊ะทำงาน คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในการทำงานที่จับประตู ห้องน้ำด้วยผงซักฟอกหรือน้ำยาทำความสะอาด และ 70%  แอลกอฮอล์
7.ระมัดระวังการเก็บขยะติดเชื้อ เช่น ทิชชูที่ผ่านการใช้งานแล้ว อาจปนเปื้อนสารคัดหลังของผู้บริโภค เป็นต้น ก่อนทิ้งขยะติดเชื้อควรปิดปากถูงให้มิดชิด หรือทิ้งในถังขยะติดเชื้อ และล้างมือทำความสะอาดเพื่อป้องกันการตกค้างของเชื้อโรค

คำแนะนำสำหรับบุคลากรในหน่วยงาน

1.ก่อนไปทำงาน ควรจัดเตรียมหน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์เจล เพื่อสำหรับตนเองและเพื่อนร่วมงาน
2.หากพบว่าตนเองมีอาการป่วย ควรหยุดพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านหรือถ้ามีเหตุจำเป็นให้ต้องไปทำงานควรสวมหน้ากากอนามัย
3.หากสังเกตเห็นเพื่อนร่วมงานมีอาการไอ จาม ผิดปกติ ให้แจ้งห้องพยาบาลหรือสถานพยาบาลเพื่อจัดหาหน้ากากอนามัยให้พนักงาน หรือแนะนำให้บุคคลดังกล่าวสวมหน้ากากอนามัย

(ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข)
ข่าวสารที่เกี่ยวข้อง